การนอนกรนโดยปกตินั้น จะมีผลกระทบอะไรต่อสุขภาพ แต่การนอนกรนนี้เป็นสัญญาณอันตราย ของการเกิดโรคหายใจติดขัดระหว่างการนอน (OSA) ถึงแม้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่นอนกรน จะมีปัญหาการหายใจติดขัด ระหว่างการนอน แต่หากเมื่อไร มีสัญญาณว่าเริ่มมีการหยุดหายใจ ระหว่างการนอน หรือมีการอาการง่วงนอนระหว่างวันอยู่เป็นประจำ คุณควรพบแพทย์เพื่อขอเข้ารับคำปรึกษา ในกลุ่มที่มีปัญหาการนอนกรนอย่างเดียวนั้น จะทำการรักษาหรือไม่ก็ได้ เนื่องจากเป็นการลดความรำคาญกับผู้คนรอบข้างเท่านั้น แต่ในกลุ่มที่มีปัญหาการหยุดหายใจร่วมด้วย จะเกิดปัญหาสุขภาพ และหากทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานหลายปี อาจมีผลกระทบรุนแรงถึงขึ้นเสียชีวิตได้
นอกจากปัญหาเรื่องง่วงนอนมากกว่าปกติแล้ว การปล่อยให้ขาดออกซิเจนในช่วงนอนหลับ ทุกคืนเป็นเวลานาน ยังอาจมีผลกระทบต่อ 3 ระบบที่สำคัญคือ
1. สมองและระบบประสาท
การขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดความจำ/สมาธิ/การตัดสินใจ แย่ลง เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน
2. หัวใจ
เมื่อมีอาการหยุดหายใจระหว่างการนอน จะทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจน้อยลง ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเวลากลางคืนได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ปัญหาหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง หรือโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
3. หลอดเลือด
การขาดออกซิเจนบ่อยๆเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้มีผลทำให้หลอดเลือดทั่วร่างการตีบตัว และเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการหยุดหายใจขณะนอนหลับ
- เมื่อผู้ป่วยนอนหลับ
- กล้ามเนื้อร่างกายจะเกิดการผ่อนคลายและหย่อนตัวลง
- ช่องทางเดินหายใจถูกบีบแคบลงหรืออาจถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถหายใจได้สะดวก เกิดการหยุดหายใจชั่วขณะหรือการกรนเสียงดังเนื่องจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อภายในช่องหลอดลม
- ระดับออกซิเจนที่สามารถดูดซึมเข้าไปในร่างกายมีปริมาณน้อยลง
- ผู้ป่วยจะเกิดความรู้สึกอึดอัด เพราะร่างกายพยายามจะทำการหายใจ บางครั้งการหยุดหายใจอาจค้างยาวเป็นนาที ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้สนิท
- ระดับการเต้นของหัวใจลดต่ำลงกว่าปกติ และปริมาณออกซิเจนในเลือดลดลง
- ร่างกายมีปริมาณออกซิเจนต่ำ และคาร์บอนไดออกไซด์สูง จึงปล่อยสารอดรินาลินออกมาเพื่อพยายามปลุกให้สมองและร่างกายตื่นตัวไว้ ป้องกันการขาดอากาศหายใจ
- ผู้ป่วยจะสะดุ้งตกใจตื่น และหายใจเข้าลึกประมาณ 6-7 ครั้งเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจน และลดคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือด โดยผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวถึงอาการดังกล่าว แต่มักจะมีการปรับเปลี่ยนท่านอน
- ร่างกลายกลับมาตื่นตัวเนื่องจากได้รับสารอดรินาลิน ทำให้ระดับการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ
- ปริมาณออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาสู่ระดับใกล้เคียงปกติ ร่างกายจึงพยายามพักผ่อนและนอนหลับต่อ
- ผู้ป่วยนอนหลับต่อ และกลับเข้าสู่วงจรของการหยุดหายใจวนไปตลอดคืน
จะทราบได้อย่างไรว่ามีการหยุดหายใจขณะนอนหลับ ?
วิธีการตรวจสอบว่าเป็นโรค OSA หรือไม่ สามารถวินิจฉัยได้โดยการ sleep study ซึ่งสามารถทำได้ที่โรงพยาบาล หรือที่บ้านของคุณ โดยสังเกตจากอาการดังต่อไปนี้
- สมรรถภาพทางเพศลดลง
- เกิดอาการง่วง ซึมเซาตลอดทั้งวัน
- ไม่มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน หลงลืมได้ง่าย
- ซึมเศร้า
- ปวดหัวในตอนเช้า
- อาการเสียดท้องเนื่องจากการไหลย้อนกลับของน้ำกรดจากกระเพาะอาหาร
- คอแห้ง แสบคอ หลังจากตื่นนอน
- ซุ่มซ่าม เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
- ปริมาณคลอเลสเตอรอลสูงขึ้น
- ตึงเครียดตลอดเวลา
ผลกระทบจากโรค OSA
โรค OSA นั้นสามารถสร้างผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคุณได้มาก ตั้งแต่เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ความสามารถในการทำงานประจำวันลดลง พร้อมทั้งยังสร้างความตึงเครียดต่อสมาชิกในครอบครัวหรือสังคม เกิดความหงุดหงิดรำคาญกับคู่สมรส และทำให้คุณภาพชีวิตของคุณแย่ลงได้
การวัดระดับความรุนแรงของโรค OSA ?
ระดับความรุนแรงของโรค OSA นั้นสามารถวัดได้จาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ระดับออกซิเจนในกระแสเลือด ความง่วงซึมเซาในเวลากลางวัน และ จำนวนครั้งที่หยุดหายใจขณะนอนหลับ หรือเรียกว่าค่า AHI (Apnea Hypopnea Index)
- ค่า AHI จำนวน 5 15 ครั้งต่อชั่วโมง นับเป็นผู้ป่วยโรค OSA ระดับเบา
- ค่า AHI จำนวน 16 - 30 ครั้งต่อชั่วโมง นับเป็นผู้ป่วยโรค OSA ระดับปานกลาง
- ค่า AHI จำนวน 30 ครั้งขึ้นไป ต่อชั่วโมง นับเป็นผู้ป่วยโรค OSA ระดับรุนแรง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับคืออะไร ?
โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามสาเหตุของการเกิดอาการ ได้แก่ ประเภทปิดกั้น ประเภทประสาทส่วนกลาง หรือประเภทผสม ซึ่งประเภทแรกนั้นเป็นแบบที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยOSA ถึงแม้สาเหตุของการอาการของทั้งสามประเภทนั้นจะแตกต่างกัน แต่ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกัน คือ หยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้มากถึงร้อยครั้งในหนึ่งคืน และการหยุดหายใจแต่ละครั้งอาจมีระยะเวลานานถึงหนึ่งนาทีหรือมากกว่า ส่วนประเภทที่มีสาเหตุจากประสาทส่วนกลางนั้น เกิดจากการที่สมองไม่สามารถสั่งการให้กล้ามเนื้อระบบ หายใจทำงานและในประเภทผสม คือมีสาเหตุจากทั้งความผิดปกติจากการสั่งการของสมอง และการปิดกั้นในช่องทางเดินหายใจ
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรค OSAระดับใด ?
วิธีการตรวจสอบว่าเป็นโรค OSA หรือไม่นั้นสามารถทำได้ด้วยการ Sleep test ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาจะแนะนำอย่างไร การทดสอบนี้สามารถทำได้ทั้งที่บ้าน หรือที่โรงพยาบาล โดยมีจุดประสงค์เพื่อตรวจวัดค่าปัจจัยต่างๆขณะนอนหลับ จากนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้วินิจฉัยถึงระดับความรุนแรงของอาการป่วย ปัจจัยที่ใช้ในการวัดระดับความรุนแรง ได้แก่ จำนวนครั้งที่หยุดหายใจขณะนอนหลับ ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด ระดับการเต้นของหัวใจ และการขยับเคลื่อนไหวร่างกายขณะนอนหลับ
ระดับความรุนแรงของการป่วยเป็นโรค OSA นั้นวัดได้จากปัจจัยต่างๆเหล่านี้ และควรรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาการดังกล่าวเพื่อทำการรักษาให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทันแพทย์ผู้จัดอุปกรณ์ SomnoMed MAS? ให้นั้นจะทำงานคู่กับคำแนะนำจากแพทย์ส่วนตัวของคุณเพื่อให้ได้วิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
RDI หมายถึงอะไร ?
RDI หรือ Respiratory Disturbance Index หมายถึงค่าเฉลี่ยของจำนวนครั้งที่หยุดหายใจขณะนอนหลับต่อชั่วโมง ซึ่งค่านี้จะแสดงถึงความสัมพันธ์กับปริมาณออกซิเจนในร่างกาย หากมีค่า RDI ต่ำกว่า 5 นั้นแปลว่าร่างกายมีสุขภาพปกติ แต่หากมีค่ามากกว่า 30 นั้นแปลว่ามีปัญหาสุขภาพ มีความผิดปกติรุนแรง ค่า RDI นั้นสามารถใช้แทนได้ด้วย AHI (Apnea Hypopnea Index)
โรค OSA เกิดจากอะไร ?
Obstructive Sleep Apnea (OSA) หรือการหยุดหายใจขณะนอนหลับ มีสาเหตุของโรคเกิดจากการที่หลอดลม หรือช่องทางเดินหายใจถูกปิดกั้นโดยเนื้อเยื่อบุเพดานปากด้านในซึ่งหย่อนตัวลงมาเมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวขณะนอนหลับ
โรค OSA คืออะไร ?
โรค OSA หรือ Obstructive Sleep Apnea นั้นคืออาการผิดปกติของร่างกายที่ผู้ป่วยจะมีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ โดยเกิดจากการที่ช่องทางเดินหายใจถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง บางครั้งทำให้เกิดการหยุดหายใจยาวเป็นนาทีได้ อาการนี้มีผลต่อสุขภาพร่างกายอย่างรุนแรง จึงควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ใครคือผู้ป่วยโรค OSA ?
OSA นั้นเกิดขึ้นในผู้ป่วยชาย 24% และในผู้ป่วยหญิง 9% ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นสูงพอกับการเป็นโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ แม้ว่าโอกาสที่จะเป็นโรค OSA นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย แต่ส่วนมากมักจะพบในผู้ใหญ่ช่วงอายุ 45 65 ปี แต่เนื่องจากโรค OSA ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคมนัก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและทราบถึงอาการป่วยของตนเองซึ่งอาการนี้สามารถก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมาได้อีกมากมาย
การกรนและโรค OSA มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ?
การกรนนั้นเกิดจากการที่ช่องทางเดินหายใจถูกปิดกั้นลงบางส่วน แต่OSA เกิดจากการถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิงจนหยุดหายใจไปชั่วขณะ ซึ่งจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างคืน และการกรนเสียงดังเป็นอาการหนึ่งของโรค OSA โดยในบางกรณี ผู้ป่วย OSA จะกรนเสียงดังหรือหอบเมื่อร่างกายพยายามจะสูดอากาศเข้า หลังจากหยุดหายใจไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง
การกรนที่ไม่มีความผิดปกติทางการหายใจนั้น จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ผู้ที่มีการกรนหลายรายไม่ทราบว่าตนมีอาการของโรค OSA ด้วย ดังนั้นควรรับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ถูกต้องเพื่อทำการรักษาหากมีความผิดปกติดังกล่าว
จะทราบได้อย่างไรว่าป่วยเป็นโรค OSA หรือไม่ ?
แพทย์ประจำตัวสามารถแนะนำคุณไปตรวจวินิจฉัยโรคหรือความผิดปกติขณะนอนหลับของคุณได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการทดสอบ Polysomnogram เพื่อตรวจวัดค่าต่างๆ เช่น ระดับการเต้นหัวใจ ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด และEEG หรือความผิดปกติในการหายใจขณะนอนหลับในช่วงต่างๆ แล้วนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวินิจฉัยโรคต่อไป