Dentajoy Dental Clinic in Bangkok,Dental Clinic in Thailand
dental clinic in thailandหน้าหลัก invisalign thailand ติดต่อเดนต้าจอยsnoring treatmentร่วมพันธมิตร orthodontist in thailandแผนผังเว็บไซต์  Thai Version
Dental Clinic in Thailand : Invisalign, Implant, Cosmetic, Braces
About Denta-Joy Dentist Thailand, Dentist in Thailand Dental Services Invisalign : จัดฟันแบบใส Promotion MAD : การรักษาการนอนกรน Price & Duration : Dental Clinic Implant : ทันตกรรมรากเทียม International Patient Services
Dental Services : Dental in Thailand
ทันตกรรมจัดฟัน
ทันตกรรมบูรณะ เพื่อความงาม
การฟอกสีฟัน
ทันตกรรมรากเทียม
การทำศัลยกรรมทางช่องปาก
การรักษา และบริการอื่นๆ
ทันตกรรมโรคเหงือก
ทันตกรรมฟันปลอม
ทันตกรรมสำหรับเด็ก
การลดความกังวล ระหว่างการรักษา
โรคนอนกรน
การนอนกัดฟัน
รักษารากฟัน
 
Dentist in Thailand : Invisalign, Implant, Tooth Whitening, OSA, Snoring Treatment
คำนิยมและตัวอย่างการรักษา
ทันตแพทย์ และพนักงาน
เทคโนโลยีทางทันตกรรม
คำถามที่พบบ่อย
เว็บลิงค์
 

 

dentist in thailand, Invisalign Center, Dental Implant, Tooth Whitening
บริการ -> การักษาและบริการอื่นๆ -> โรคนอนกรน -> การนอนกรนเกิดได้อย่างไร ?
Why do we snore?  
รักษานอนกรน|Mandibular Advancement Device|MAD

โดยปกติเวลาเราหายใจเวลานอนนั้น เราจะหายใจโดยใช้จมูกในกรณีการหายใจเป็นไปได้อย่างสะดวก ไม่มีการติดขัดใดๆในทางเดินหายใจ แต่เมื่อไหร่ที่ทางเดินหายใจนั้นมีการอุดตัน เช่น มีน้ำมูก หรือ เยื่อบุจมูกอักเสบ ไม่ว่าจะมีระดับแค่ไหนก็ตาม ระบบของร่ายกายจะทำการตอบสนองอัตโนมัติด้วยการหายใจทางปากร่วมด้วย ในระหว่างการนอนหนังกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยจะผ่อนตัวและหย่อนลงมา จึงทำให้พื้นที่ของทางเดินหายจะแคบลง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีแรงดัน และความเร็วของลมหายใจเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้เนื้อเยื่ออ่อนๆในช่องปาก สั่นสะเทือน และเป็นสาเหตุของการเกิดเสียงกรน

การที่กล้ามเนื้อในคอหอยผ่อนตัวและหย่อนลงมา อาจเป็นมากในผู้ดื่มแอลกอฮอลล์หรือ ต่อมทอนซิลโต การอดนอน หรือ รับประทานยาที่ทำให้ง่วงนอน เช่น ยาลดน้ำมูก

การหายใจแบบปกติ
Figure 2 Upper airway
การหายใจที่ทำให้เกิดการนอนกรน
Figure 3 Blocked respiration

ใครเป็นผู้มีปัญหาจากการนอนกรน ?

โดยทั่วไปแล้ว การนอนกรนนี้จะพบมากในจำนวนประชากร ประมาณ 44%ของผู้ชาย และ 28% ของผู้หญิง ในช่วงอายุระหว่าง 30-60 ปี และยังมีสิทธิ์พบมากในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินปกติ ผู้ที่มีเพดานอ่อนในปากยาวกว่าปกติ หรือการที่มีลิ้นไก่/ต่อมทอลซิลขยายตัวอีกด้วย และจากสถิติ จำนวนของผู้มีปัญหานอนกรนพบว่า 70% จะมีปัญหาเพียงแค่การนอนกรนอย่างเดียว แต่อีก 30%นั้น จะมีปัญหาเกี่ยวกับการหยุดหายใจระหว่างการนอนร่วมด้วย

ผลกระทบของการนอนกรน ?

การนอนกรนโดยปกตินั้น จะมีผลกระทบอะไรต่อสุขภาพ แต่การนอนกรนนี้เป็นสัญญาณอันตราย ของการเกิดโรคหายใจติดขัดระหว่างการนอน (OSA) ถึงแม้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่นอนกรน จะมีปัญหาการหายใจติดขัด ระหว่างการนอน แต่หากเมื่อไร มีสัญญาณว่าเริ่มมีการหยุดหายใจ ระหว่างการนอน หรือมีการอาการง่วงนอนระหว่างวันอยู่เป็นประจำ คุณควรพบแพทย์เพื่อขอเข้ารับคำปรึกษา ในกลุ่มที่มีปัญหาการนอนกรนอย่างเดียวนั้น จะทำการรักษาหรือไม่ก็ได้ เนื่องจากเป็นการลดความรำคาญกับผู้คนรอบข้างเท่านั้น แต่ในกลุ่มที่มีปัญหาการหยุดหายใจร่วมด้วย จะเกิดปัญหาสุขภาพ และหากทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานหลายปี อาจมีผลกระทบรุนแรงถึงขึ้นเสียชีวิตได้
นอกจากปัญหาเรื่องง่วงนอนมากกว่าปกติแล้ว การปล่อยให้ขาดออกซิเจนในช่วงนอนหลับ ทุกคืนเป็นเวลานาน ยังอาจมีผลกระทบต่อ 3 ระบบที่สำคัญคือ

1. สมองและระบบประสาท
การขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดความจำ/สมาธิ/การตัดสินใจ แย่ลง เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน

2. หัวใจ
เมื่อมีอาการหยุดหายใจระหว่างการนอน จะทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจน้อยลง ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเวลากลางคืนได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ปัญหาหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง หรือโคเลสเตอรอลในเลือดสูง

3. หลอดเลือด
การขาดออกซิเจนบ่อยๆเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้มีผลทำให้หลอดเลือดทั่วร่างการตีบตัว และเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการหยุดหายใจขณะนอนหลับ

  1. เมื่อผู้ป่วยนอนหลับ
  2. กล้ามเนื้อร่างกายจะเกิดการผ่อนคลายและหย่อนตัวลง
  3. ช่องทางเดินหายใจถูกบีบแคบลงหรืออาจถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถหายใจได้สะดวก เกิดการหยุดหายใจชั่วขณะหรือการกรนเสียงดังเนื่องจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อภายในช่องหลอดลม
  4. ระดับออกซิเจนที่สามารถดูดซึมเข้าไปในร่างกายมีปริมาณน้อยลง
  5. ผู้ป่วยจะเกิดความรู้สึกอึดอัด เพราะร่างกายพยายามจะทำการหายใจ บางครั้งการหยุดหายใจอาจค้างยาวเป็นนาที ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้สนิท
  6. ระดับการเต้นของหัวใจลดต่ำลงกว่าปกติ และปริมาณออกซิเจนในเลือดลดลง
  7. ร่างกายมีปริมาณออกซิเจนต่ำ และคาร์บอนไดออกไซด์สูง จึงปล่อยสารอดรินาลินออกมาเพื่อพยายามปลุกให้สมองและร่างกายตื่นตัวไว้ ป้องกันการขาดอากาศหายใจ
  8. ผู้ป่วยจะสะดุ้งตกใจตื่น และหายใจเข้าลึกประมาณ 6-7 ครั้งเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจน และลดคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือด โดยผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวถึงอาการดังกล่าว แต่มักจะมีการปรับเปลี่ยนท่านอน
  9. ร่างกลายกลับมาตื่นตัวเนื่องจากได้รับสารอดรินาลิน ทำให้ระดับการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ
  10. ปริมาณออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาสู่ระดับใกล้เคียงปกติ ร่างกายจึงพยายามพักผ่อนและนอนหลับต่อ
  11. ผู้ป่วยนอนหลับต่อ และกลับเข้าสู่วงจรของการหยุดหายใจวนไปตลอดคืน

จะทราบได้อย่างไรว่ามีการหยุดหายใจขณะนอนหลับ ?

วิธีการตรวจสอบว่าเป็นโรค OSA หรือไม่ สามารถวินิจฉัยได้โดยการ sleep study ซึ่งสามารถทำได้ที่โรงพยาบาล หรือที่บ้านของคุณ โดยสังเกตจากอาการดังต่อไปนี้

  • สมรรถภาพทางเพศลดลง
  • เกิดอาการง่วง ซึมเซาตลอดทั้งวัน
  • ไม่มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน หลงลืมได้ง่าย
  • ซึมเศร้า
  • ปวดหัวในตอนเช้า
  • อาการเสียดท้องเนื่องจากการไหลย้อนกลับของน้ำกรดจากกระเพาะอาหาร
  • คอแห้ง แสบคอ หลังจากตื่นนอน
  • ซุ่มซ่าม เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
  • ปริมาณคลอเลสเตอรอลสูงขึ้น
  • ตึงเครียดตลอดเวลา

ผลกระทบจากโรค OSA                                                                                         

โรค OSA นั้นสามารถสร้างผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคุณได้มาก ตั้งแต่เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ความสามารถในการทำงานประจำวันลดลง พร้อมทั้งยังสร้างความตึงเครียดต่อสมาชิกในครอบครัวหรือสังคม เกิดความหงุดหงิดรำคาญกับคู่สมรส และทำให้คุณภาพชีวิตของคุณแย่ลงได้

การวัดระดับความรุนแรงของโรค OSA ?

ระดับความรุนแรงของโรค OSA นั้นสามารถวัดได้จาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ระดับออกซิเจนในกระแสเลือด ความง่วงซึมเซาในเวลากลางวัน และ จำนวนครั้งที่หยุดหายใจขณะนอนหลับ หรือเรียกว่าค่า AHI (Apnea Hypopnea Index)

  • ค่า AHI จำนวน  5 – 15 ครั้งต่อชั่วโมง นับเป็นผู้ป่วยโรค OSA ระดับเบา
  • ค่า AHI จำนวน  16 - 30 ครั้งต่อชั่วโมง นับเป็นผู้ป่วยโรค OSA ระดับปานกลาง
  • ค่า AHI จำนวน 30 ครั้งขึ้นไป ต่อชั่วโมง นับเป็นผู้ป่วยโรค OSA ระดับรุนแรง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับคืออะไร ?

โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามสาเหตุของการเกิดอาการ ได้แก่ ประเภทปิดกั้น ประเภทประสาทส่วนกลาง หรือประเภทผสม ซึ่งประเภทแรกนั้นเป็นแบบที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยOSA   ถึงแม้สาเหตุของการอาการของทั้งสามประเภทนั้นจะแตกต่างกัน แต่ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกัน คือ หยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้มากถึงร้อยครั้งในหนึ่งคืน และการหยุดหายใจแต่ละครั้งอาจมีระยะเวลานานถึงหนึ่งนาทีหรือมากกว่า ส่วนประเภทที่มีสาเหตุจากประสาทส่วนกลางนั้น เกิดจากการที่สมองไม่สามารถสั่งการให้กล้ามเนื้อระบบ หายใจทำงานและในประเภทผสม คือมีสาเหตุจากทั้งความผิดปกติจากการสั่งการของสมอง และการปิดกั้นในช่องทางเดินหายใจ

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรค OSAระดับใด ?

วิธีการตรวจสอบว่าเป็นโรค OSA หรือไม่นั้นสามารถทำได้ด้วยการ Sleep test ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาจะแนะนำอย่างไร การทดสอบนี้สามารถทำได้ทั้งที่บ้าน หรือที่โรงพยาบาล โดยมีจุดประสงค์เพื่อตรวจวัดค่าปัจจัยต่างๆขณะนอนหลับ จากนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้วินิจฉัยถึงระดับความรุนแรงของอาการป่วย ปัจจัยที่ใช้ในการวัดระดับความรุนแรง ได้แก่ จำนวนครั้งที่หยุดหายใจขณะนอนหลับ ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด ระดับการเต้นของหัวใจ และการขยับเคลื่อนไหวร่างกายขณะนอนหลับ
ระดับความรุนแรงของการป่วยเป็นโรค OSA นั้นวัดได้จากปัจจัยต่างๆเหล่านี้ และควรรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาการดังกล่าวเพื่อทำการรักษาให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทันแพทย์ผู้จัดอุปกรณ์ SomnoMed MAS? ให้นั้นจะทำงานคู่กับคำแนะนำจากแพทย์ส่วนตัวของคุณเพื่อให้ได้วิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

RDI หมายถึงอะไร ?

RDI หรือ Respiratory Disturbance Index หมายถึงค่าเฉลี่ยของจำนวนครั้งที่หยุดหายใจขณะนอนหลับต่อชั่วโมง ซึ่งค่านี้จะแสดงถึงความสัมพันธ์กับปริมาณออกซิเจนในร่างกาย หากมีค่า RDI ต่ำกว่า 5 นั้นแปลว่าร่างกายมีสุขภาพปกติ แต่หากมีค่ามากกว่า 30 นั้นแปลว่ามีปัญหาสุขภาพ มีความผิดปกติรุนแรง ค่า RDI นั้นสามารถใช้แทนได้ด้วย AHI (Apnea Hypopnea Index)

โรค OSA เกิดจากอะไร ?

Obstructive Sleep Apnea (OSA) หรือการหยุดหายใจขณะนอนหลับ มีสาเหตุของโรคเกิดจากการที่หลอดลม หรือช่องทางเดินหายใจถูกปิดกั้นโดยเนื้อเยื่อบุเพดานปากด้านในซึ่งหย่อนตัวลงมาเมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวขณะนอนหลับ

โรค OSA คืออะไร ?

โรค OSA หรือ Obstructive Sleep Apnea นั้นคืออาการผิดปกติของร่างกายที่ผู้ป่วยจะมีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ โดยเกิดจากการที่ช่องทางเดินหายใจถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง บางครั้งทำให้เกิดการหยุดหายใจยาวเป็นนาทีได้ อาการนี้มีผลต่อสุขภาพร่างกายอย่างรุนแรง จึงควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ใครคือผู้ป่วยโรค OSA ?

OSA นั้นเกิดขึ้นในผู้ป่วยชาย 24% และในผู้ป่วยหญิง 9% ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นสูงพอกับการเป็นโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ แม้ว่าโอกาสที่จะเป็นโรค OSA นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย แต่ส่วนมากมักจะพบในผู้ใหญ่ช่วงอายุ 45 – 65 ปี แต่เนื่องจากโรค OSA ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคมนัก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและทราบถึงอาการป่วยของตนเองซึ่งอาการนี้สามารถก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมาได้อีกมากมาย

การกรนและโรค OSA มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ?

การกรนนั้นเกิดจากการที่ช่องทางเดินหายใจถูกปิดกั้นลงบางส่วน แต่OSA เกิดจากการถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิงจนหยุดหายใจไปชั่วขณะ ซึ่งจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างคืน และการกรนเสียงดังเป็นอาการหนึ่งของโรค OSA โดยในบางกรณี ผู้ป่วย OSA จะกรนเสียงดังหรือหอบเมื่อร่างกายพยายามจะสูดอากาศเข้า หลังจากหยุดหายใจไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง
การกรนที่ไม่มีความผิดปกติทางการหายใจนั้น จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ผู้ที่มีการกรนหลายรายไม่ทราบว่าตนมีอาการของโรค OSA ด้วย ดังนั้นควรรับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ถูกต้องเพื่อทำการรักษาหากมีความผิดปกติดังกล่าว

จะทราบได้อย่างไรว่าป่วยเป็นโรค OSA หรือไม่ ?

แพทย์ประจำตัวสามารถแนะนำคุณไปตรวจวินิจฉัยโรคหรือความผิดปกติขณะนอนหลับของคุณได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการทดสอบ Polysomnogram เพื่อตรวจวัดค่าต่างๆ เช่น ระดับการเต้นหัวใจ ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด และEEG หรือความผิดปกติในการหายใจขณะนอนหลับในช่วงต่างๆ แล้วนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวินิจฉัยโรคต่อไป

 

 

 

 
invisalign, implant, dental implant, implant in thailand, นอนกรน, snoring, จัดฟัน, รักษารากฟัน, dental, dentist, dental clinic, bangkok dental clinic, bangkok, dentist in thailand, invisalign in thailand, invisalign in bangkok, 	snoring treatment, osa Dental Clinic in Thailand The Orthodontist Co., Ltd. 1036/15-16 สุขุมวิท ซอย 42/1 ถนน, คลองเตยเหนือ, พระโขนง, กรุงเทพ 10110
โทรศัพท์ 02-789-3033 แฟกซ์ 02-381-4016 Email: info@dentajoy.com